นางสาวประนอม แสงพิรุณ
“ครู” เป็นวิชาชีพที่มีบทบาทและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมและประเทศชาติ ในการพัฒนาเยาวชนและคนในสังคมให้มีคุณภาพ
เป็นวิชาชีพที่มีเกียรติน่ายกย่อง ครูที่ดีจะต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
เป็นผู้ทรงความรู้ในเนื้อหาที่ต้องถ่ายทอดสู่ผู้เรียนและยังต้องจัดการเรียนการสอนได้อย่างเป็นระบบ
มุ่งพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น ทักษะการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น
เพื่อพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ครูจะต้องมีความเสียสละ
เอาใจใส่เพื่อความเจริญของศิษย์ ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกศิษย์
มีความพอใจในความเป็นอยู่ไม่หวั่นไหวต่อลาภยศหรือความสะดวกสบายและครูต้องทำหน้าที่สอนให้ศิษย์เกิดความรู้
และมีคุณธรรมจริยธรรมที่ดี นำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ในอนาคต
ตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ 5 ด้าน 9 ข้อ ที่ครูและผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
ต้องจำขึ้นใจเพราะเป็นมาตรฐานความประพฤติที่ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องปฏิบัติเพื่อผดุงเกียรติและสถานะของวิชาชีพ
เส้นทางการเป็นครูไม่ใช่เรื่องง่ายและมักจะพบกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ
มากมาย เนื่องจากไม่ได้เรียนมาทางสายการศึกษาแต่เรียนสายอาชีพมาโดยตลอดตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
(ปวช.) จนถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการเลขานุการ เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา
หลังจากจบการศึกษาจึงได้ทำงานในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งครูผู้สอน ในสมัยนั้นการทดลองงานใช้เวลาเกือบปี
กว่าจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นครู โดยเข้ารับสวัสดิการกองทุนสงเคราะห์ครูและครูใหญ่โรงเรียนเอกชน
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) การสอนในระยะแรกค่อนข้างมีปัญหามากเนื่องจากขาดทักษะและประสบการณ์ในการสอน
ทำให้การถ่ายทอดความรู้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ได้พยายามฝึกฝนตนเองและสอบถามจากเพื่อนครูในสาขาวิชาเดียวกัน
ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการนิเทศการสอน ซึ่งจะทำการนิเทศครูภาคเรียนละสองครั้ง
โดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพียงครั้งแรกเท่านั้น คณะกรรมการนิเทศจะแจ้งผลให้ทราบภายหลังการนิเทศพร้อมข้อเสนอแนะ
และได้มีโอกาสไปนั่งดูการสอนจากครูที่สอนดี แล้วนำเทคนิคมาปรับใช้
ในขณะเดียวกันคิดว่าการเป็นครูต้องเป็นคนที่มีความรู้กว้างและทันต่อเหตุการณ์จึงจะสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียนได้
เมื่อมีโอกาสจะพัฒนาตนเองโดยการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอจากตำราเรียนหรือเอกสารประกอบต่างๆ
ความรู้ในเว็บไซต์บ้าง เข้าร่วมประชุม อบรมสัมมนา ศึกษาดูงาน ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น
ตลอดจนพัฒนาตัวเองในด้านคุณวุฒิโดยเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการ
จนสำเร็จการศึกษา อีกทั้งได้รับมอบหมายงานให้ดูแลด้านความประพฤตินักเรียน/นักศึกษาประจำฝ่ายกิจการนักศึกษา
ซึ่งทำให้ได้ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียน/นักศึกษามากขึ้น และนำเรื่องจิตวิทยามาปรับใช้กับนักเรียน/นักศึกษาในแต่ละคนได้
ความเป็นครูเริ่มสมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อคณะกรรมการคุรุสภาได้ออกข้อบังคับคุรุสภา
ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2547 โดยให้ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งครู ผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้บริหารการศึกษา
และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ขึ้นทะเบียนการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
และได้ศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) เป็นระยะเวลาหนึ่งปี
เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรการศึกษามากยิ่งขึ้นและนำไปประกอบการขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกๆ
ห้าปี ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าว “ครู” จะต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลาโดยการศึกษาดูงาน
เข้าอบรม ประชุมสัมมนาที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงาน
“ครู”
ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในด้านการเรียนการสอนจะใช้การสังเกตพฤติกรรมกลุ่มของผู้เรียน
เพื่อนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอนและให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติมากขึ้น
เน้นการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และในขณะเดียวกันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทกับคนมากขึ้นการเรียนการสอนในห้องเรียนอย่างเดียวจึงมิใช่คำตอบ
และ “ครู” จะต้องมีความรู้และเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือสื่อสาร
และเป็นเพียงผู้ให้คำชี้แนะในการเรียนการสอน ในขณะที่ผู้เรียนต้องมีทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น




























